
จีนประกาศก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม” ยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นรหัสกฎหมายระดับชาติฉบับที่สองรองจากประมวลกฎหมายแพ่ง มุ่งบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องเร่งปรับตัวรับมือกับมาตรฐานการค้าสีเขียวที่เข้มงวดขึ้น
ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของจีน (Ecological and Environmental Code) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ส.ค. 2569 ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเป็นการรวบรวมและทดแทนกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมจำนวน 10 ฉบับ พร้อมทั้งบูรณาการข้อบังคับมากกว่า 100 ฉบับ และบทกฎหมายอีกกว่า 30 ฉบับเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว
กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมภาคธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินงานในจีน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทท้องถิ่น บริษัทร่วมทุน หรือวิสาหกิจที่ลงทุนโดยต่างชาติ (FIEs) โดยมุ่งเป้าหมายสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ “น้ำใส ขุนเขาสีทอง” ยืนยันเป้าหมาย "Dual Carbon" (ปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี พ.ศ. 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2603) ควบคู่ไปกับการหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางชีวภาพ
กฎหมายใหม่นี้เพิ่มความชัดเจนในการเอาผิดความเสียหายทางนิเวศวิทยา และขยายขอบเขตการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจะเปลี่ยนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากเดิมที่เป็นเพียง "เรื่องเสียชื่อเสียง" ให้กลายเป็น "ความรับผิดชอบทางการเงินและทางอาญา" ที่รุนแรงของภาคธุรกิจ
สำหรับภาคเอกชนนั้น กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กรอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) แต่เป็นกลไกที่เข้ามาจัดระเบียบตลาดใหม่ โดยจะสร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาลในกลุ่มเทคโนโลยีสีเขียว ไม่ว่าจะเป็น
การขยับตัวของจีนในฐานะโรงงานโลกและผู้ขับขี่เศรษฐกิจขนาด 1 ใน 5 ของ GDP โลก ย่อมส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในเชิงการส่งออกและการลงทุนข้ามชาติ
เนื่องจากกฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกบริษัทในจีน มาตรฐานที่เข้มงวดจะถูกส่งต่อไปยังคู่ค้าในซัพพลายเชนภายนอกประเทศ ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) เคยเน้นย้ำว่า นโยบายสีเขียวและเป้าหมายคาร์บอนคู่ขนานของจีนกำลังกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในการคัดเลือกคู่ค้าต่างประเทศ สินค้าไทยที่ส่งออกไปจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม จำเป็นต้องแสดงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่โปร่งใส มิฉะนั้นอาจหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานของจีนได้
ในอีกด้านหนึ่ง มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้นในจีน อาจเร่งให้กลุ่มทุนจีนในอุตสาหกรรมดั้งเดิมย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ตามรายงานของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนของจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กำลังยกระดับเกณฑ์สิ่งแวดล้อม เช่น ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) ซึ่งหมายความว่า ทุนจีนที่เข้ามาก็ต้องเผชิญกับเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในไทยเช่นกัน
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังกำลังผลักดัน มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ซึ่งจะบีบให้สถาบันการเงินไทยปล่อยกู้แก่ธุรกิจที่มีแผนปรับตัวสู่ความยั่งยืนเท่านั้น ภาคธุรกิจไทยจึงต้องรับศึกสองด้าน ทั้งปรับตัวตามเกณฑ์ส่งออกของจีน และปรับตัวตามเกณฑ์การเงินสีเขียวในบ้านตัวเอง
ประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมของจีนฉบับนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ในทศวรรษหน้า "ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ" จะไม่สามารถแยกออกจาก "ผลงานด้านสิ่งแวดล้อม" ได้อีกต่อไป ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการประชาสัมพันธ์ (CSR) อีกแล้ว แต่กลายมาเป็นเป้าหมายหลักและยุทธศาสตร์ชี้เป็นชี้ตายในการอยู่รอดของเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มา : World Economic Forum