Black Ribbon

จีนคลอด 'ประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม' สะเทือนทุนไทย จับตาเกณฑ์ค้าโลกใหม่

10 มิถุนายน 2569
จีนคลอด 'ประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม' สะเทือนทุนไทย จับตาเกณฑ์ค้าโลกใหม่
  • จีนประกาศใช้ "ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม" ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการรวบรวมกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2569
  • ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ต้องปรับตัวตามมาตรฐานสีเขียวที่เข้มงวดขึ้น มิฉะนั้นอาจหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทาน
  • กฎหมายใหม่อาจผลักดันให้ทุนจีนย้ายฐานการผลิตมายังไทย แต่ก็ต้องเผชิญกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในไทยเช่นกัน ซึ่งทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวรับแรงกดดันสองด้าน
  • กฎหมายนี้เปลี่ยนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากการเสียชื่อเสียงไปสู่ความรับผิดชอบทางการเงินและอาญาที่รุนแรงสำหรับภาคธุรกิจที่ดำเนินงานในจีน

จีนประกาศก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม” ยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นรหัสกฎหมายระดับชาติฉบับที่สองรองจากประมวลกฎหมายแพ่ง มุ่งบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องเร่งปรับตัวรับมือกับมาตรฐานการค้าสีเขียวที่เข้มงวดขึ้น

ถอดรหัสกฎหมายใหม่จีน จากกระจัดกระจายสู่ระบบรวมศูนย์

ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของจีน (Ecological and Environmental Code) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ส.ค. 2569 ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเป็นการรวบรวมและทดแทนกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมจำนวน 10 ฉบับ พร้อมทั้งบูรณาการข้อบังคับมากกว่า 100 ฉบับ และบทกฎหมายอีกกว่า 30 ฉบับเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว

กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมภาคธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินงานในจีน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทท้องถิ่น บริษัทร่วมทุน หรือวิสาหกิจที่ลงทุนโดยต่างชาติ (FIEs) โดยมุ่งเป้าหมายสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ “น้ำใส ขุนเขาสีทอง” ยืนยันเป้าหมาย "Dual Carbon" (ปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี พ.ศ. 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2603) ควบคู่ไปกับการหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางชีวภาพ

ความเสี่ยงทางกฎหมายที่สูงขึ้น

กฎหมายใหม่นี้เพิ่มความชัดเจนในการเอาผิดความเสียหายทางนิเวศวิทยา และขยายขอบเขตการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจะเปลี่ยนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากเดิมที่เป็นเพียง "เรื่องเสียชื่อเสียง" ให้กลายเป็น "ความรับผิดชอบทางการเงินและทางอาญา" ที่รุนแรงของภาคธุรกิจ

พลิกความท้าทายสู่โอกาสทางธุรกิจ

สำหรับภาคเอกชนนั้น กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กรอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) แต่เป็นกลไกที่เข้ามาจัดระเบียบตลาดใหม่ โดยจะสร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาลในกลุ่มเทคโนโลยีสีเขียว ไม่ว่าจะเป็น  

  • นวัตกรรมลดการปล่อยคาร์บอน: การขยายตลาดคาร์บอนเครดิตของจีนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (Hard-to-abate) เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): มาตรการจำกัดการฝังกลบขยะที่เข้มงวดขึ้น จะผลักดันธุรกิจรีไซเคิล และการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy)
  • การเข้าถึงแหล่งทุน: ผลงานด้านสิ่งแวดล้อมจะถูกนำมาผูกโยงโดยตรงกับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน ดึงดูดนักลงทุนระยะยาว และลดต้นทุนทางการเงินให้กับบริษัทที่ทำได้ดี

ส่องผลกระทบและทางรอดของ "ธุรกิจไทย"

การขยับตัวของจีนในฐานะโรงงานโลกและผู้ขับขี่เศรษฐกิจขนาด 1 ใน 5 ของ GDP โลก ย่อมส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในเชิงการส่งออกและการลงทุนข้ามชาติ

ห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานการส่งออกไทย 

เนื่องจากกฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกบริษัทในจีน มาตรฐานที่เข้มงวดจะถูกส่งต่อไปยังคู่ค้าในซัพพลายเชนภายนอกประเทศ ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) เคยเน้นย้ำว่า นโยบายสีเขียวและเป้าหมายคาร์บอนคู่ขนานของจีนกำลังกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในการคัดเลือกคู่ค้าต่างประเทศ สินค้าไทยที่ส่งออกไปจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม จำเป็นต้องแสดงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่โปร่งใส มิฉะนั้นอาจหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานของจีนได้

การย้ายฐานทุนจีนและการแข่งขันในไทย 

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้นในจีน อาจเร่งให้กลุ่มทุนจีนในอุตสาหกรรมดั้งเดิมย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ตามรายงานของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนของจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กำลังยกระดับเกณฑ์สิ่งแวดล้อม เช่น ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) ซึ่งหมายความว่า ทุนจีนที่เข้ามาก็ต้องเผชิญกับเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในไทยเช่นกัน

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังกำลังผลักดัน มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ซึ่งจะบีบให้สถาบันการเงินไทยปล่อยกู้แก่ธุรกิจที่มีแผนปรับตัวสู่ความยั่งยืนเท่านั้น ภาคธุรกิจไทยจึงต้องรับศึกสองด้าน ทั้งปรับตัวตามเกณฑ์ส่งออกของจีน และปรับตัวตามเกณฑ์การเงินสีเขียวในบ้านตัวเอง

ประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมของจีนฉบับนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ในทศวรรษหน้า "ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ" จะไม่สามารถแยกออกจาก "ผลงานด้านสิ่งแวดล้อม" ได้อีกต่อไป ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการประชาสัมพันธ์ (CSR) อีกแล้ว แต่กลายมาเป็นเป้าหมายหลักและยุทธศาสตร์ชี้เป็นชี้ตายในการอยู่รอดของเศรษฐกิจยุคใหม่

ที่มา : World Economic Forum


 


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.